วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

“ สธ.” ยืนยันวัคซีนที่ใช้ในไทย 19 ชนิด มีความปลอดภัยสูง

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการคณะกรรมการสอบสวนอาการภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคระดับเขต ประกอบด้วย กุมารแพทย์ พยาธิวิทยาแพทย์ นิติเวช เวชกรรมสังคม เวชกรรมป้องกัน นักวิชาการสาธารณสุข จากโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และสำนักงานป้องกันควบคุมโรค 12 เขตทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาทักษะการเฝ้าระวังอาการข้างเคียงหลังจากฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพิ่มความเชื่อมั่น ในคุณภาพความปลอดภัยของวัคซีนแก่ประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้ระบบการป้องกันโรคของไทยเข้มแข็งขึ้น
นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้มีนโยบายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนให้กับประชาชนตั้งแต่แรกเกิดและตามช่วงอายุ เนื่องจากการให้วัคซีนเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในการป้องกันโรคและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ล่าสุดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 (Influenza H1N1) ที่รุนแรงและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว องค์การอนามัยโลกและประเทศต่างๆ ก็ได้นำวัคซีนมาใช้เพื่อป้องกันการระบาด ปัจจุบันได้พัฒนาจนถือว่ามีความปลอดภัยสูง โดยเด็กแรกเกิดถึงอายุ 12 ปีของไทย จะต้องฉีดวัคซีนพื้นฐาน 10 ชนิดป้องกันโรครวมทั้งหมด 14 ครั้ง เช่นวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โรคคางทูม โรคหัด โรคหัดเยอรมัน ไม่รวมวัคซีนตามฤดูกาล หรือวัคซีนอื่นเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตามยังอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีนแต่ละชนิดได้ ในการป้องกันปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นประชาชนต่อวัคซีน กระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วทุกจังหวัดซึ่งมีประมาณ 1,200 ทีม ติดตามความปลอดภัยวัคซีน และตั้งคณะกรรมการสอบสวนอาการภายหลังได้รับวัคซีนระดับเขตอีก 18 เขต เพื่อกำกับติดตามความปลอดภัยด้านวัคซีน และการให้บริการที่ปลอดภัย ประเมินสาเหตุเบื้องต้นของอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่ ซึ่งระบบของไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือเซียโร่ (SEARO) ซึ่งมี 10 ประเทศ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยโลก
นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินการเฝ้าระวังในปี 2554 สำนักระบาดวิทยา ได้รับรายงานอาการภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคจาก 72 จังหวัดทั้งหมด 788 ราย โดยพบมากสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จากการสอบสวนผู้รับวัคซีนพบว่าส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 81 มีอาการไม่รุนแรงซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของวัคซีน อาทิ อาการปวด บวมแดง อาการมักจะดีขึ้นและหายเป็นปกติได้ภายใน 1-3 วัน มีรายงานเสียชีวิต 14 ราย จากการสอบสวนของคณะกรรมการฯ พบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับการรับวัคซีนแต่อย่างใด ส่วนอาการร้ายแรง ได้แก่ อาการชัก การแพ้รุนแรง จะพบได้น้อยมากโดยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดหลังฉีดวัคซีนภายใน 30 นาที หรือได้รับการดูแลรักษาที่ดีอย่างทันท่วงทีเมื่อมีอาการเกิดขึ้นโดยผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานของวัคซีนแต่ละชนิด จึงสามารถกล่าวได้ว่าวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยมีความปลอดภัยสูง

ทางด้านนายแพทย์ภาสกร อัครเสวี ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กล่าวว่า ระบบการรายงานอาการภายหลังได้รับวัคซีน จะทำให้เรามีข้อมูลพื้นฐานของประชากรไทยว่ามีการตอบสนองต่อวัคซีนที่ใช้ภายในประเทศอย่างไรบ้าง สามารถเปรียบเทียบเมื่อมีการนำวัคซีนชนิดเดียวกันที่ผลิตใหม่ รุ่นการผลิต หรือบริษัทที่ผลิตแตกต่างกันมาใช้ ทำให้บอกความผิดปกติซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณาเลือกใช้วัคซีน การพัฒนาระบบการบริหารการให้วัคซีนให้มีความปลอดภัยมีประสิทธิภาพ และพัฒนาการผลิตวัคซีนสำหรับในอนาคต ทั้งนี้การมีระบบการรายงานและสอบสวนอย่างรวดเร็ว จะสามารถทำความเข้าใจ กับผู้ได้รับวัคซีนและญาติ สื่อมวลชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ดี และรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อวัคซีนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ในกรณีเกิดอาการร้ายแรงหรือเสียชีวิต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น